สอบ IELTS ยังไงให้ได้ Band 7.0?

Forums Forums [ห้องสมุด] สาระทั่วไปเกี่ยวกับ IELTS สอบ IELTS ยังไงให้ได้ Band 7.0?

กระทู้นี้ประกอบด้วย 0 ข้อความตอบกลับ มี 1 เสียง และอัปเดตครั้งสุดท้ายโดย NC_Forums NC_Forums 7 เดือน, 1 สัปดาห์ มาแล้ว

  • ผู้สร้าง
    กระทู้
  • #958
    NC_Forums
    NC_Forums
    Keymaster

    สอบ IELTS ยังไงให้ได้ Band 7.0?

                การสอบ IELTS (International English Language Testing System) คือการสอบเพื่อวัดความสามารถในการใช้งานภาษาอังกฤษระดับสากล ซึ่งผลคะแนน IELTS ส่วนใหญ่นักเรียนจะนำไปใช้ในการยื่นเรื่องศึกษาต่อต่างประเทศทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยและหลักสูตรวิชาชีพ แม้แต่หลักสูตรอินเตอร์ในไทยในบางที่ก็จำเป็นต้องใช้คะแนน IELTS ยื่นสมัครเพื่อแสดงความสามารถทางภาษาในการเข้าศึกษาหลักสูตรนั้นๆ รวมถึงผู้ที่จบการศึกษาแล้วต้องการยื่นวีซ่าทำงาน แม้กระทั่งผู้ต้องการยื่นขอ PR ก็จำเป็นต้องใช้คะแนน IELTS แต่การยื่นขอวีซ่าในแต่ละประเภทก็ต้องใช้คะแนน IELTS แตกต่างกัน แต่หากต้องใช้สำหรับการเรียนต่อต้องผ่านการสอบ Academic และ Band 7.0 คือเป้าหมายที่นักเรียนส่วนใหญ่พยายามทำให้ได้

    ต้องเจออะไรในห้องสอบ IELTS?
    ข้อสอบ IELTS Academic เนื้อหาการออกข้อสอบจะเน้นในเชิงวิชาการ โดยข้อสอบจะวัดทักษะภาษาทั้ง 4 ทักษะอย่างเข้มข้น Listening, Reading, Writing And Speaking ดังนั้นการทำคะแนน IELTS ให้ได้ 7.0 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันคือการสะสมทักษะผสมการกับใช้เทคนิคเฉพาะและรู้แนวทางข้อสอบ ผู้ที่มาสอบ IELTS ครั้งแรกถึงแม้จะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำคะแนนออกมาได้เยอะตามที่คาดหวังไว้ การสอบ IELTS มีแนวทางการสอบที่เฉพาะตัว ต้องมีการเตรียมตัวมาอย่างดีและเข้าใจแนวทางของข้อสอบถึงจะทำคะแนนออกมาได้ดี

    เลือกสอบ IELTS Academic Module เป็นการทดสอบทั้ง 4 ทักษะ คล้ายกับการสอบ TOEFL โดยมีการเรียงลำดับการทดสอบ ได้แก่ Listening, Reading, Writing และ Speaking มีเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ Band 0.0-9.0 โดยมีการให้ครึ่งคะแนน หรือ Band 0.5 ด้วย

    IELTS : Listening
    ข้อสอบการฟังมีเวลาทั้งหมด 40 นาที โดยจะแบ่งเวลาให้ฟัง 30 นาที และอีก 10 นาที ใช้ในการเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ การสอบใน Part นี้จะให้เวลาในการฟังเพียงรอบเดียวเท่านั้น! ดังนั้นเราควรใส่ใจในการอ่านคำสั่งให้ดีและทำตามที่คำสั่งบอกเรา เพราะถ้าทำเกินหรือไม่ตรงกับคำสั่งถือว่าตอบผิด สำเนียงในข้อสอบการฟังจะมีหลายสำเนียงผสมปนเปทั้งจาก Britain, Australia, New Zealand, และ North America
    ข้อสอบการฟัง IELTS เราจะได้ฟังบทสนทนาที่เอามาจากสถานการณ์ต่างๆ 4 สถานการณ์ จะมีทั้งบริบทที่ครูพูดคุยกับนักเรียน, เพื่อนกับเพื่อนกำลังพูดคุยกัน, หรือกำลังฟังรายงานข่าว, การพูดคุยโทรศัพท์ บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร, การสอบถามเส้นทาง โดยบททดสอบการฟังทั้ง 4 เรื่อง จะแบ่งออกเป็นการฟังที่ใช้ในชีวิตประจำวัน 2 เรื่อง และการฟังเชิงวิชาการอีก 2 เรื่อง ซึ่งข้อสอบการฟังจะเริ่มจากบทสนทนาที่ง่ายไปยาก โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนเต็ม 9.0 มี 40 คำถาม รูปแบบการตอบจะเป็นแบบเขียนตอบ เติมคำ มีปรนัยบ้าง และเรียงลำดับด้วย

    Tips การเตรียมพร้อมทำข้อสอบ Listening
    1.ทักษะการฟังต้องมีการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง เราอาจจะสละเวลาวันละ 15-20 นาที ฟังรายการข่าว หรือดูรายการเกมโชว์ต่างประเทศ เพื่อฝึกฝนการฟังให้คุ้นเคยกับสำเนียงต่างๆ รายการข่าวยอดนิยมมีทั้ง BBC, CNN หรือ NY Times หรือคนที่ไม่ชอบอะไรที่เครียดๆก็ลองเปลี่ยนไปดูอะไรที่เราชอบดูก่อน เพื่อให้การเรียนรู้และการพัฒนาการฟังสำเนียงภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุกๆ หรือเป็นเรื่องตลก โดยทำให้เป็นเรื่องธรรมชาติมากที่สุดไม่ต้องพยายามฝืนหรือตั้งใจจนเกินเหตุเพราะมันไม่ใช่เรื่องดีต่อระบบการเรียนรู้ของมนุษย์
    2.ข้อสอบการฟังมีเวลาให้ทั้งหมด 40 นาที และใช้เวลา 10 นาทีในการเขียนคำตอบที่เราจดเอาเอาไว้ในกระดาษคำถามตอบลงกระดาษคำตอบ ให้เราลองฝึกตั้งเวลาในการทำแบบฝึกหัดดู ฝึกให้คุ้นชินกับการทำข้อสอบภายใต้แรงกดดัน หาจุดบกพร่อง แล้วนำมันมาพัฒนา เช่น ได้ค้นพบว่าเราด้อยเรื่องคำศัพท์ ด้อยเรื่องแกรมม่า หรืออาจจะไม่ถนัดในการฟังสำเนียงอังกฤษ หากว่าเรารู้ว่าด้อยจุดไหนก็ไปปรับปรุงจุดนั้นให้ดีขึ้นได้

    IELTS : Reading
    ข้อสอบ Reading มีระยะเวลาทดสอบ 60 นาที ลักษณะข้อสอบจะแตกต่างกับ TOEIC ซึ่งจะเน้นคำศัพท์ในเชิงธุรกิจ แต่สำหรับข้อสอบ IELTS Reading จะเจอเนื้อหาที่กว้างและออกไปทางวิชาการมากกว่า ซึ่งใน Part นี้มีทั้งหมด 40 ข้อ จากเนื้อหาที่มีมาให้อ่าน 3 เรื่อง ซึ่งแต่ละบทความมีความยาวประมาณ 2-3 หน้าเลยทีเดียว โดยจะต้องใช้เวลาเฉลี่ยข้อละ 1 นาที 30 วินาที เพื่อตอบคำถาม
    สำหรับหลายๆคนมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำคะแนนให้ดีใน Part นี้ เพราะเราไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาที่ออกสอบแต่ละบทความเลย รูปแบบข้อสอบจะมีทั้ง การจับคู่ข้อมูลที่โจทย์ถาม เติมคำลงในช่องว่างตามที่โจทย์กำหนด เพราะฉะนั้นเราจะต้องแม่นในส่วน part of speech ซึ่งก็คือหน้าที่ของคำประเภทต่างๆ  นอกจากนี้แนวข้อสอบยังออกมาในแบบคำศัพท์ที่จะต้องเติมลงในตาราง การอ่านกราฟ และแผนภาพ โดยใน Part นี้เราจะต้องเจอกับคำศัพท์ไม่น้อยกว่า 780 คำ อย่างแน่นอน แล้วเราจะสามารถตอบคำถามทั้งหมด 40 ข้อ ได้อย่างไรในเวลาที่จำกัดกับคำศัพท์อันมหาศาลซึ่งบางคำเราอาจจะไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน?

    Tips การเตรียมพร้อมทำข้อสอบ Reading
    1.ฝึกฝนการอ่านจากระดับง่าย-ยาก สร้างนิสัยรักการอ่านใฝ่หาความรู้โดยอาจจะเริ่มอ่านสิ่งที่เราชอบก่อนเป็นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการอ่านเรื่องราวที่เราพอจะรู้อยู่แล้วสามารถตีความจากภาษาอังกฤษได้ง่ายโดยที่เรารู้สึกสนุกกับมันไปด้วย
    เช่น น้องๆบางคนอาจจะชอบ Harry Potter หรือจะอ่านงานวรรณกรรมอื่นๆเป็นภาษาอังกฤษ Pygmalion, The Scarlet Letter By Nathaniel Hawthorne, Frankenstein, Hamlet, The Great Gatsby, Pride and Prejudice, A Christmas Carol, Game of thrones หรือจะมาแนวตะวันออกอย่าง Romance of the Three Kingdoms ก็น่าสนใจไม่น้อย การอ่านงานวรรณกรรมจะทำให้เราซึมซับความงามของภาษา เข้าใจการใช้ภาษาอังกฤษได้ลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ใช่แค่การท่องจำคำศัพท์แล้ว memory เก็บไว้…แต่เราจะได้รู้สึกกับคำศัพท์นั้นๆความพลิ้วไหวความมีชีวิตและความหมายของคำ ซึ่งเราก็จะเอาคำไปประยุกต์ใช้งานได้ดีขึ้นด้วย
    2.การฝึกฝนทักษะการอ่านน้องๆอาจจะใช้ช่วงเวลาการเดินทางให้เกิดประโยชน์วันละประมาณ 30 นาที เนื้อหาข้อสอบ IELTS มักจะออกกว้างๆทำให้คาดเดาเนื้อหายากมีทั้ง วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ อวกาศ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
    3.เพิ่มความเร็วในการอ่านโดยเทคนิคที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือการอ่านแบบ Skimming&Scanning
    – Skimming คือ การอ่านหาไอเดียจับประเด็นสำคัญๆของบทความ เป็นการกวาดสายตาเพื่อหาใจความสำคัญของเรื่องเท่านั้น
    – Scanning คือ คือการอ่านแบบเร็วๆเพื่อหารายละเอียดเฉพาะเจาะจง สถานที่ วันที่ เวลา ชื่อบุคคล ข้อมูลตัวเลข เป็นต้น
    แต่การประยุกต์ใช้ต้องดูบริบทด้วย เพราะการใช้ 2 เทคนิคนี้อย่างคล่องแคล่วเป็นเรื่องดีแต่อาจจะทำให้เราตกหล่นข้อมูลบางส่วนไปทำให้ตอบผิดได้ด้วยเหมือนกัน การอ่านแต่ละครั้งควรวางเป้าหมายในการอ่าน พยายามหา Keyword ในย่อหน้านั้นกำลังพูดถึงเรื่องอะไร การอ่านคำถามก่อนก็เป็นแนวทางที่ดีแต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องอ่านคำถามทั้งประโยค เพราะเราจะได้รู้ว่าโจทย์ถามอะไรและเราต้องการจะหาอะไรในบทความ
    4.การทำข้อสอบ Part Reading มีข้อที่ง่ายและข้อที่ยาก เรามีเวลาเพียง 1 นาที 30 วินาที ในการหาคำตอบ คำถามในข้อที่ยากบางข้อมีไว้เพื่อคัดแยกผู้ที่สมควรได้คะแนนเกิน Band 7.0 หากเราหาคำตอบไม่เจอก็ไม่ควรไปเสียเวลากับมันควรตัดสินใจทำข้อถัดไปทันที การแบ่งสรรเวลาในการทำข้อสอบเป็นเรื่องสำคัญ หากเราใช้เวลาทำข้อที่ง่ายยิ่งน้อยเท่าไหร่เราก็จะมีเวลาเหลือที่จะกระจายไปทำข้อยากๆได้มากขึ้น
    5.เสริมเทคนิคเพิ่มความเร็วในการอ่าน ศักยภาพสมองของมนุษย์เราสามารถอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมๆกันได้ 3-6 คำ การอ่านพร้อมกันหลายๆคำในประโยคเดียวกันจะช่วยเพิ่มสปีดในการทำข้อสอบ Reading เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 เท่า เมื่อเจอปัญหาแปลคำศัพท์ไม่ออกแนะนำว่าอย่าพึ่งถอดใจให้ลองหาความหมายประโยคที่ใกล้เคียงว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร
    6.ฝึกทำข้อสอบเก่าหลายๆฉบับจะช่วยทำให้ได้คะแนนสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเราจะเข้าใจรูปแบบข้อสอบ ในส่วนที่นี้เป็น Part ที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยเพิ่มคะแนน IELTS การที่จะคว้า Band 7.0 ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

    IELTS : Writing
    ข้อสอบ Writing จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เขียนอธิบายกราฟ และส่วนที่ต้องเขียนตอบคำถามเชิงคิดวิเคราะห์ โดยทั้ง 2 ส่วน ให้เวลารวมกัน 60 นาที ข้อสอบ Writing เป็นส่วนที่ยากที่สุดสำหรับนักเรียนไทยในแต่ละส่วนมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้
    Writing Task 1 ส่วนนี้จะเป็นการเขียน response กับข้อมูลที่โจทย์ให้ ซึ่งจะทั้งรูปแบบ เขียนอธิบายกราฟ เขียนอธิบายแผนภาพ กราฟจะมีทั้งแบบแท่ง,เส้น,วงกลม การเขียนตอบในหัวนี้จะต้องเขียนตอบไม่น้อยกว่า 150 คำ  คำศัพท์ที่ใช้อธิบายกราฟและรูปแบบการเขียนในการอธิบายเป็นสิ่งสำคัญ
    Writing Task 2 ส่วนนี้เป็นการเขียน response ในหัวข้อที่เปิดกว้างให้เราแสดงความคิดเห็นของตัวเอง นำเสนอความคิดเห็นหรือวิธีแก้ปัญหา การโต้เถียงในประเด็นต่างๆโดยยกตัวอย่างประกอบ ใช้คำในการเขียนตอบไม่น้อยกว่า 250 คำ ส่วนใหญ่น้องๆจะพลาดในส่วนนี้เพราะขาดการวางแผนการเขียนที่ดี พยายามเขียนให้เป็นระเบียบอ่านง่ายเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจให้คะแนน

    Tips การเตรียมพร้อมทำข้อสอบ Writing
    1.หากเราต้องการพัฒนาการเขียนของเราให้ดีขึ้นเราควรศึกษาตัวอย่างงานเขียนที่ดีก่อน ในแต่ละ Part ลักษณะการเขียนจะแตกต่างกัน Task 1 จะเขียนในแนวเปรียบเทียบแต่ละปัจจัย จุดเหมือนจุดต่าง การอธิบายกราฟอย่างครบถ้วน เลือกใช้ Adverb ให้ถูก ส่วน Task 2 ควรวางแผนการเขียนให้ดี ใช้เวลา 2-4 นาที เพื่อวาง Mind map ในการเขียน ฝึกการเขียนพร้อมจับเวลาสมมติสถานการณ์เสมือนจริงสร้างความคุ้นเคยในการทำแบบทดสอบ การฝึกการเขียนไม่มีทางลัด ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและการวางแผนเตรียมตัวที่ดี
    2.การจัดสรรเวลาในการเขียนตอบแต่ละ Part แบ่งเป็น 20 : 40 นาที กำลังดี โดยแต่ละ Part ควรเผื่อเวลาประมาณ 5 นาที เพื่อตรวจทานคำศัพท์และแกรมม่าให้ถูกต้อง ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้เวลาไปกับ Task 1 นานเกินกว่า 20 นาที เพราะจะทำ Task 2 ไม่ทัน ซึ่งคะแนนใน Part หลังมากกว่า Part แรก
    3.ให้เขียนตอบแบบเว้นบรรทัด กรณีเขียนผิดจะได้ขีดฆ่าทิ้งแล้วเขียนใหม่ตรงบรรทัดที่ว่างด้านบนจะอ่านง่ายกว่าและเราไม่ต้องไปเสียเวลาในกรลบคำผิด
    4.เขียนเกินคำที่กำหนดได้ไหม? น้องๆสามารถเขียนได้แต่ไม่ควรยาวเกินไปเพราะคนตรวจก็ขี้เกียจอ่าน เช่น หาก Task 1 กำหนดไว้ที่ 150 คำ ควรเติมได้ไม่เกิน 20 คำ หรือประมาณ 2 บรรทัดกำลังดี ส่วน Task 2 เพิ่มได้สักประมาณ 30-50 คำ กำลังดี ถ้าทำให้งานเขียนเราสมบูรณ์ขึ้น

    IELTS : Speaking
    เป็นส่วนที่ยากพอสมควรสำหรับคนไม่ได้เรียนหลักสูตรอินเตอร์เพราะน้องๆไม่ค่อยได้ใช้งานจริงพอๆกับ Part Writing เกณฑ์การให้คะแนน Part Speaking จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ Grammar, Pronunciation, Vocabulary และ Fluency ใช้เวลาทั้งหมด 15 นาที ใน Part Speaking น้องๆมักจะโดนตัดคะแนนในส่วน Pronunciation ออกไปมากที่สุด เพราะการเรียนคำศัพท์มาตั้งแต่เด็กๆส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกออกเสียงที่ถูกต้อง เมื่อเราพูดบางคำออกไปผู้สอบอาจจะฟังไม่เข้าใจ
    การทดสอบ Speaking เรียงจากง่ายไปยาก แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ
    1.ส่วนที่ 1 เป็นส่วนที่ง่ายที่สุด เป็นการพูดคุยสบายๆกับ Examiner  โดยจะพูดคุยถึงเรื่องทั่วๆไป การแนะนำตัว งานอดิเรกที่ชอบ หรือการไปเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที ในการพูดคุย คำถามจะถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวหรือชีวิตประจำวันของเรา
    2.ส่วนที่ 2  เป็นส่วนที่ยากขึ้นมาหน่อยใช้เวลาทดสอบ 3 นาที โดยน้องๆจะได้รับ Topic Card มาให้เราอ่านคำถาม ซึ่งเราจะต้องพูดให้จบ Examiner จะไม่พูดแทรก มีการจับเวลาและอัดเสียงเราด้วย ส่วนนี้เขาจะให้เวลาเราคิดหาไอเดีย 1 นาที แล้วให้เวลาเราตอบประมาณ 2 นาที การตอบให้เราตอบไปเรื่อยๆโดยยกตัวอย่างประกอบ โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลา เมื่อหมดเวลา Examiner จะเป็นคนบอกให้เราหยุด
    3.ส่วนที่ 3 คือส่วนที่ยากที่สุดใน Part นี้ เป็นคำถามเชิงลึกและต้องการการโต้ตอบแบบแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือ Two-way discussion ต่างจาก 2 ส่วนแรกที่น้องๆจะพูดในสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเอง

    Tips การเตรียมพร้อมทำข้อสอบ Speaking
    1.การฝึกฝนเพื่อทำคะแนนใน Part นี้ ควรหาโอกาสที่จะได้พูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติ หาเพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติ หรืออาจจะไปเป็นอาสาสมัครพาเที่ยว การได้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆช่วยให้เรากล้าพูด กล้าแสดงออก แถมยังได้เพื่อนใหม่ช่วยให้เราได้ฝึกพูดบ่อยขึ้น
    2.การฝึกพูดโดยอัดเสียงตัวเองไว้เปิดฟังเพื่อหาจุดบกพร่องก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะการสอบใน Part Speaking ใช้เวลาเพียง 15 นาที การขาดการฝึกฝนอาจทำให้การพูดสื่อสารกับ Examiner ไม่คล่องแคล่วจนไปถึงเกิดอาการประหม่า พูดอ้ำๆอึ้งๆ Long pause พูดผิดหลักไวยากรณ์
    3.พูดให้ช้าลงและชัดขึ้นไม่ต้องรีบร้อน ใช้ Idioms มาประกอบในการอธิบาย ใช้โครงสร้างประโยคที่หลากหลายมาช่วยในการอธิบายเพ่อแสดงให้เห็นการใช้ Grammar ได้ถูกต้อง ระวังเรื่อง Pronunciation การพูดใช้ช้าลงเป็นจังหวะและออกเสียงตัวสุดท้ายช่วยทำให้ได้คะแนนใน Part Speaking ได้ดีขึ้น

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้